ติดฟิล์มรถยนต์รับติดฟิล์มรถยนต์

เมื่อแดดมันแรง! ‘ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์’ จึงสำคัญ แต่เลือกที่ช่วยป้องกัน เลือกยังไง?

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์

สำหรับหัวอกคนมีรถทุกคนแล้ว การขับรถยนต์ไปในอากาศที่ร้อนระอุนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยเราที่เรื่องสภาพอากาศเป็นที่รู้กันอย่างดี อย่างแรกคือ แสงแดดที่จ้าจากดวงอาทิตย์ที่จะทำให้แสบตา บดบังประสิทธิภาพในการมองเห็น อีกอย่างก็คือ ต่อให้มีรถแอร์แต่ถ้าอากาศร้อน ก็อาจจะทำให้หงุดหงิดเสียสมาธิได้อีก จึงมีนวัตกรรมสุดเจ๋งที่เรียกว่า ‘ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์’ ขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น

ฟิล์มกรองแสงคืออะไร

‘ฟิล์มกรองแสง’ มันคืออะไร?

ฟิล์มกรองแสงลดความร้อนสำหรับรถยนต์ มันถูกสร้างจากพลาสติกโพลีเอสเตอร์ที่มีคุณสมบัติเหนียว บาง เรียบ ยืดหยุ่นน้อย และไม่ดูดซับความชื้น ที่สำคัญยังมีความทนทานต่อสภาพอากาศทั้งสูงและต่ำได้เป็นอย่างดี โดยที่ในเนื้อฟิล์มกรองแสงจะมีวัสดุที่ใช้เพื่อป้องกันความร้อนและรังสี UV ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการผลิตเป็นชิ้นแล้วผสานกันด้วยกาวพิเศษเพื่อการยึดเกาะได้อย่างเหนียวแน่น สามารถนำมาแนบสนิทติดเป็นเนื้อเดียวกับกระจกรถยนต์ของเราได้ไม่ยากเลย และด้วยความที่เนื้อกาวเป็นสีใสจึงเป็นตัวช่วยยึดติดกับกระจกแบบกลมกลืนเนียนตา มองทะลุผ่านฟิล์มได้อย่างชัดเจน

 

เลือกฟิล์มกรองแสงรถยนต์อย่างไร

เลือก ‘ฟิล์มกรองแสง’ อย่างไรดี?

  1. เลือกจากประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน

ก็ถือเป็นสาเหตุสำคัญมากที่สุดข้อนึงในการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงเลย ก็คือการป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเจ้าของรถยนต์จะต้องเลือกว่าฟิล์มที่จะซื้อเนี่ย มันสามารถให้การป้องกันช่วงรังสีและความร้อนได้ครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งคำตอบว่าป้องกันได้ไหม จะไม่ได้มาจากการลองไปนั่งแป๊บนึงแล้วก็รู้สึกว่าป้องกันได้เท่านั้น แต่มันต้องมาจากการทดสอบและวัดค่าอย่างเชื่อถือได้ตามหลักวิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งจะวัดช่วงความร้อนจากรังสีทั้ง 3 ช่วง ดังนี้

  • ช่วงรังสีอินฟราเรด ที่มีความร้อนสูงสุด และมีความยาวที่สุดคือ 760–2400 นาโนเมตร
  • ช่วงแสงสว่างหรือ Spectrum ที่มีความร้อนเป็นอันดับ 2 มีช่วงคลื่นอยู่ที่ 400–760 นาโนเมตร
  • ช่วงรังสี UV ที่มีความร้อนต่ำที่สุด โดยมีช่วงคลื่นสั้นที่สุดอยู่ที่ 0-400 นาโนเมตร

ดังนั้น ผลการทดสอบที่ดีที่สุดก็ควรจะป้องกันรังสีได้ทั้งหมดตั้งแต่ 0 -2400 นาโนเมตร และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าฟิล์มบางประเภทป้องกันรังสี UV ได้แต่ไม่สามารถป้องกันความร้อนได้นั่นเอง

  1. เลือกจากเทคโนโลยีในการผลิตฟิล์ม

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกยุคปัจจุบันนี้พัฒนาขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยีทั้งนั้น ‘การผลิตฟิล์มกรองแสง’ ก็เช่นกัน ซึ่งฟิล์มพวกนี้จะมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกันอยู่ 2 แบบด้วยกัน

  • การผลิตฟิล์มด้วยเทคโนโลยี Multi Layers Sputtering Film

การผลิตฟิล์มแบบนี้เป็นเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมที่ใช้มานานแล้ว โดยจะใช้วิธีการซ้อนทับแผ่นสารป้องกันความร้อนให้เป็นชั้น ๆ แล้วก็สามารถป้องกันความร้อนได้จากฟิล์มที่ซ้อนกันนั่นแหละ ซึ่งการผลิตแบบนี้อาจทำให้มีส่วนผสมของโลหะบางชนิดที่ไปรบกวนคลื่นสัญญาณดิจิทัล เช่น EasyPass หรือ GPS ทำให้ต้องเจาะเนื้อฟิล์มนั่นเอง

  • การผลิตฟิล์มด้วยเทคโนโลยี Nano IR

ก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาใช้ในการผลิตฟิล์มกรองแสง ซึ่งจะทำให้สามารถบรรจุองค์ประกอบของการป้องกันความร้อนในระดับนาโนที่มากกว่า นั่นก็คือ หากพื้นที่ฟิล์มมีเท่ากันจะสามารถป้องกันความร้อนได้ดีกว่า และสูงสุดถึงระดับ 97% ตามการทดสอบจากระดับรังสี 0–2400 นาโนเมตร

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์มีกี่ประเภท

‘ฟิล์มกรองแสง’ มีกี่ประเภท?

  1. ฟิล์มกรองแสงประเภทปกติ (Normal Window Tint)

สำหรับประเภทแรกมาเริ่มกันที่อะไรธรรมดาก่อน ซึ่งฟิล์มประเภทนี้จะรู้จักกันในอีกชื่อว่า ‘ฟิล์มกรองแสงแบบย้อมสี’ ซึ่งประโยชน์หลักของมันเลยก็คือสามารถกรองแสงจากดวงอาทิตย์ให้มีความเข้มข้นน้อยลงได้ แต่มันสามารถสะท้อนรังสี UV ออกไปได้แค่บางส่วนเท่านั้น จึงทำให้ไม่ได้ช่วยลดความร้อนได้มีประสิทธิภาพมากขนาดนั้น แล้วถ้าเทียบกับฟิล์มประเภทอื่น ก็ยังถือว่ามีอายุการใช้งานสั้นอีกด้วย เลยไม่ค่อยฮิตมากเท่าไรนัก

  1. ฟิล์มกรองแสงประเภทคาร์บอน (Carbon Window Tint)

ต่อมาด้วยฟิล์มกรองแสงและลดความร้อนอีกประเภทหนึ่ง ในชื่อที่หลายคนรู้จักกันว่า ‘นาโนคาร์บอน’ ซึ่งกระบวนการผลิตจะเป็นการนำโมเลกุลคาร์บอนเช้ามาผสมไว้ในเนื้อฟิล์ม ซึ่งก็มีวัตถุประสงค์คล้ายกับฟิล์มประเภทอื่นนั่นคือการสะท้อนและลดความเข้มของรังสีต่าง ๆ และป้องกันความร้อนที่จะเข้ามายังห้องโดยสาร แต่ฟิล์มประเภทนี้จะมีความเข้มที่มากกว่าปกติเมื่อมองจากภายนอก แต่ถ้ามองจากข้างในก็มองทางได้ใสแจ๋วเหมือนเดิม เหมาะมากสำหรับใครที่ต้องการความไพรเวท

  1. ฟิล์มกรองแสงประเภทไอโลหะ (Metalized Window Tint)

‘ฟิล์มปรอท จะเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นหูกันมากกว่าสำหรับประเภทนี้ ซึ่งความพิเศษคือฟิล์มประเภทนี้จะมีการเคลือบผิวด้วยไอโลหะต่าง ๆ ซึ่งถ้าเรามองจากภายนอกจะเห็นว่ามีความมันวาวมาก ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าฟิล์มกรองแสงแบบปกติด้วย โดยเฉพาะการสะท้อนรังสีความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ช่วยทำให้สบายตาเวลาขับรถด้วย ส่วนเรื่องการลดปริมาณความร้อนสะสมก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน แต่จะมีข้อเสียในเรื่องการส่งสัญญาณดิจิทัลอยู่บ่อย ๆ

  1. ฟิล์มกรองแสงประเภทเซรามิค (Ceramic Window Tint)

สำหรับประเภทที่ 4 จะพูดถึงฟิล์มกรองแสงเซรามิค หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘นาโนเซรามิค’ กระบวนการผลิตก็คล้าย ๆ กับฟิล์มกรองแสงประเภทอื่น เพราะเป็นการนำเอาอนุภาคของเซรามิคมาเคลือบเข้าเป็นชั้นฟิล์ม แต่ความแตกต่างจากฟิล์มประเภทคาร์บอนและฟิล์มประเภทไอโลหะคือ เมื่อมองจากภายนอกจะมีความสว่างใส แถมยังป้องกันรังสี UV ได้มากถึง 99% อีกด้วย และที่สำคัญยังไม่ซีดแม้จะติดตั้งมาเป็นเวลานานก็ตาม แล้วยังไม่รบกวนสัญญาณดิจิทัลด้วย ฟิล์มนาโนเซรามิคจึงเป็นที่นิยมมากและราคาสูงมากด้วย

  1. ฟิล์มกรองแสงประเภทคาร์บอนผสมเซรามิค (Carbon-Ceramic Window Tint)

แล้วก็มาถึงประเภทสุดท้ายของฟิล์มแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นลูกผสมสุดพิเศษนั่นก็คือ ‘ฟิล์มประเภทคาร์บอน-เซรามิค’ ที่บอกว่าพิเศษก็เพราะว่าเป็นฟิล์มที่ดึงจุดเด่นของทั้ง 2 ประเภทมาไว้ด้วยกัน นั่นก็คือถ้ามองมาจากภายนอกก็จะไม่รู้สึกสว่างเท่านาโนเซรามิค แต่ความมืดจากคาร์บอนจะช่วยให้สะท้อนแสงแดดจากภายนอกขณะขับขี่ตอนกลางวันได้ดี แล้วยังช่วยลดโอกาสในการโจรกรรมทรัพย์สินภายในรถด้วย ถือว่ามีประโยชน์แบบ 2 ต่อในแบบเดียว

ติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์

ต้องติด ‘ฟิล์มกรองแสง’ แบบกี่เปอร์เซ็นต์?

หลังจากยุ่งยากกับการทำความเข้าใจและเลือกประเภทของฟิล์มแล้ว ‘เปอร์เซ็นต์ของฟิล์มก็เป็นสิ่งที่ต้องรู้เอาไว้และเลือกเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า เปอร์เซ็นต์ของฟิล์ม มันหมายถึงความเข้มข้นของฟิล์มที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้นั่นเอง ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการวัดขนาดนั้น แต่ละยี่ห้อก็แตกต่างกัน แต่มีหลัก ๆ อยู่ 3 ชนิด

  • ฟิล์มติดรถยนต์เข้ม40% คือฟิล์มที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ 40% ขึ้นไป
  • ฟิล์มติดรถยนต์เข้ม60% คือฟิล์มที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ประมาณ 20%
  • ฟิล์มติดรถยนต์เข้ม80% คือฟิล์มที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ประมาณ 5%

เข้าใจง่าย ๆ ว่ายิ่งตัวเลขเปอร์เซ็นต์มากขึ้น ก็จะยิ่งกันแดดได้มากและมีความทึบมากตามไปด้วย และประเทศไทยเองก็มีกฎหมายกำหนดให้ติดฟิล์มกระจกหน้าที่มีความเข้มไม่เกิน 40% และกระจกบานอื่นไม่เกิน 60% นั่นเอง

จากที่พูดมาทั้งหมดนี้ ต้องบอกว่าเป็นการทำความเข้าใจและวิธีการเลือก ‘ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์’ ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น เพราะยังมีรายละเอียดอีกมากที่เจ้าของรถจะต้องรู้ก่อนที่จะเลือกติดฟิล์มให้รถของตัวเอง อย่างเช่น ควรจะเลือกติดฟิล์มแบรนด์ไหนดี ถ้าคำถามนี้ มีคำตอบเดียวนั่นคือ ‘SolarFX’ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิล์มเซรามิคระดับพรีเมี่ยมจากสหรัฐอเมริกา ที่พร้อมป้องกันรังสี UV ถึง 99% ป้องกันความร้อนสูงสุด 93% และรับประกันทุกรุ่นนานถึง 18 ปี เพราะฟิล์มจาก SolarFX นี้ มีขึ้นเพื่อรถยนต์และคนที่เรารัก

สำหรับใครที่สนใจรับติดตั้งฟิล์มรถยนต์ ฟิล์มเซรามิคเกรดพรีเมียม 

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 095-952-791702-003-3583 line-icon solarfx

line-icon solarfx

ดูรีวิวการติดฟิล์มเซรามิคSolarFX

สินค้าและบริการของเรา