คนรักรถยนต์ควรรู้ เคลือบเซรามิกรถยนต์ดีอย่างไร?

เคลือบเซรามิค ดีไหม

ไม่เพียงแต่สมรรถนะรถยนต์ที่เป็นปัจจัยภายในที่ต้องดูแล แต่ความสวยงามและรูปลักษณ์ที่เป็นปัจจัยภายนอกของรถยนต์เอง ก็ต้องได้รับการดูแลไม่แพ้กัน เป็นการดูแลควบคู่กันเพื่อให้เกิดการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตัวผิวรถยนต์ ที่อาจจะก่อให้เกิดรอยขีดข่วน คราบสกปรก และสีซีดจางเมื่อถูกกัดกร่อนได้ง่าย ไม่ว่าจะด้วยสารเคมีหรือแสงแดด

หลายคนยังสนใจ บทความน่ารู้เพิ่มเติม

เคลือบเซรามิครถยนต์กันเรียบร้อยแล้ว

หากสนใจติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ปกป้องภายในรถจากรังสี UV ติดต่อเราสิครับ

 095-952-791702-003-3583 โลโกline  Line:@SolarFX

ไลน์ Solarfx line-icon solarfx

หนึ่งในวิธีที่จะช่วยยืดอายุและปกป้องสีของตัวรถที่หลายๆ คนเลือกใช้ก็คือการเคลือบสีรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการเคลือบสีธรรมดา เคลือบแก้ว หรือแม้กระทั่งการ “เคลือบเซรามิกรถยนต์” ซึ่งหากอยากรู้ว่าการเคลือบเซรามิกรถยนต์นั้นมีข้อดีอย่างไร ไปหาคำตอบได้จากบทความนี้เลย

เคลือบเซรามิกรถยนต์ คือ

เคลือบเซรามิกรถยนต์คืออะไร

เคลือบเซรามิกรถยนต์ (Ceramic Coating) คือการเคลือบชั้นผิวสีตัวถังที่เป็นผิวจริงของรถยนต์ด้วยชั้น Clear Lacquer ให้หนาขึ้น โดยใช้ส่วนผสมน้ำยาเคลือบที่มีองค์ประกอบของ Silicon Carbide (SiC) และ Silicon dioxide (SiO2) โดยส่วนใหญ่แล้วจะระบุความแข็งที่ระดับ 9H ซึ่ง H เป็นตัวย่อที่หมายถึง Hardness หรือความแข็งของชั้นผิวเคลือบนั่นเอง จึงทำให้ผิวของรถยนต์ที่มีการเคลือบเซรามิก จะมีความแข็งแรงทนทาน และเพิ่มความเงางามให้กับสีรถมากขึ้น ทำให้รถดูเหมือนใหม่ตลอดเวลา อีกทั้งยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย

เคลือบเซรามิคกับเคลือบแก้ว

เคลือบเซรามิกแตกต่างจากเคลือบแก้วอย่างไร

หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาว่า การเคลือบสีรถยนต์นั้นมีทั้งการเคลือบแก้ว และการเคลือบเซรามิก ซึ่งทั้งการเคลือบแก้วและการเคลือบเซรามิก ถือเป็นวิธีที่เคลือบชั้นสีจริงของรถยนต์เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้แก่รถยนต์ทั้งคู่ เพียงแต่มีส่วนที่แตกต่างกันเล็กน้อยดังนี้

  • สารตั้งต้นที่ใช้ในการเคลือบ: การเคลือบแก้วจะใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของ Silicon Dioxide หรือ Silica แต่การเคลือบเซรามิกรถยนต์จะใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของ Silicon Carbide (SiC) 
  • ค่าความแข็ง (Hardness): การเคลือบเซรามิกรถยนต์จะใช้น้ำยาที่ถูกพัฒนาเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ ทำให้ที่มีค่าความแข็งหรือ Hardness ที่มากกว่า อยู่ที่ 9-10H ในขณะที่การเคลือบแก้วจะแข็งแต่เปราะ ทำให้เกิดการหลุดหลอกง่ายกว่า มีค่าความแข็งอยู่ที่ประมาณ 6-7H จึงทำให้การเคลือบเซรามิกรถยนต์มีความทนทานกว่านั่นเอง
  • ค่าใช้จ่ายในการเคลือบ: เคลือบเซรามิก จะมีราคาที่สูงกว่าเคลือบแก้ว เนื่องจากชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการเคลือบแตกต่างกัน

โดยภาพรวมแล้ว ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่การเคลือบด้วยทั้งสองวิธี ถือเป็นการปกป้องพื้นผิวของตัวรถทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและความพึงพอใจของผู้ใช้งานในการเลือกใช้

ประเภทของการเคลือบเซรามิค

ประเภทของการเคลือบเซรามิก

การเคลือบเซรามิกสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 

  1. เคลือบแบบทา ที่ต้องอาศัยความชำนาญและฝีมือของช่าง เพื่อให้น้ำยาเคลือบกระจายอย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณไม่มากไม่น้อยจนเกินไป 
  2. เคลือบแบบพ่น เหมือนการพ่นสีรถยนต์ ที่จะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของน้ำยาเคลือบได้ดี ทำงานได้รวดเร็วและเข้าถึงได้ทุกมุม ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้มีความเงางาม คงทน ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

เคลือบเซรามิค ข้อดี

5 ข้อดีที่ควรตัดสินใจเคลือบเซรามิกรถยนต์

หากใครกำลังพิจารณาถึงการเคลือบเซรามิกรถยนต์ 5 ข้อนี้จะบอกได้ว่า ทำไมคุณจึงควรเคลือบเซรามิกรถยนต์เพื่อปกป้องผิวตัวรถ

  • เพิ่มความสวยงามและรักษาสภาพสีรถให้ดูเหมือนใหม่ตลอดเวลา

เนื่องจากการเคลือบเซรามิกรถยนต์ เป็นเหมือนการเพิ่มเลเยอร์ของชั้นเคลือบให้หนาขึ้นอีก 10 ไมครอน บวกกับความทนทานของน้ำยาเคลือบ ที่เคลือบ 1 ครั้ง มีอายุการใช้งานได้ยาวนานตั้งแต่ 1-7 ปี ขึ้นกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ ทำให้ตัวรถดูเงางาม และเหมือนใหม่ตลอดเวลา

  • ลดรอยขีดข่วนและรอยขนแมวจากการใช้งาน

อย่างที่กล่าวไปว่า การเคลือบเซรามิกรถยนต์เปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันให้แก่รถยนต์ ด้วยความแข็งขนาด 9-10H ช่วยป้องกันให้รอยขีดข่วนเล็กๆ ไม่สัมผัสไปถึงชั้นตัวสีที่เป็นผิวจริงของรถยนต์ 

  • ลดการฝังตัวของคราบสกปรกต่างๆ ที่ฝังแน่นและทำให้เกิดการกัดกร่อนของสี 

หากเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ไม่ได้มีการเคลือบเซรามิกแล้วนั้น หากบังเอิญจอดใต้ต้นไม้ที่มียางไม้ หรือโดนมูลนกตกใส่เป็นคราบ ด้วยคุณสมบัติของมูลนกและยางไม้ที่เป็นกรด อาจส่งผลให้เกิดการกัดกร่อนต่อผิวจริงของรถยนต์ได้หากไม่ทำความสะอาดในทันที แต่ถ้าหากรถยนต์มีการเคลือบเซรามิกแล้ว การกัดกร่อนของคราบสกปรกต่างๆ จะไปไม่ถึงตัวผิวรถนั่นเอง

  • ลดการเกาะของคราบหยดน้ำ

ทุกครั้งเวลาล้างรถ เรายังต้องพิถีพิถันกับการใช้ผ้าแห้งเช็ดคราบน้ำ เพื่อลดการเกิดรอยคราบน้ำบนผิวรถ การเคลือบเซรามิกจะเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดการจับตัวของคราบน้ำ ทำให้น้ำไม่เกาะที่ตัวรถ เนื่องจากชั้นเคลือบเซรามิกมีความเรียบเนียน และมีความยืดหยุ่นสูง 

  • ป้องกันสีรถซีดจางจากรังสี UV 

เพราะเปรียบเสมือนมีชั้นผิวอีกชั้นที่ป้องกันอยู่ก่อนถึงผิวจริง นอกจากนี้ ชั้นเคลือบเซรามิกยังช่วยสะท้อนรังสี UV ทำให้สามารถป้องกันรังสี UV ที่เป็นสาเหตุให้สีรถยนต์ซีดจางได้ จึงทำให้สีของรพยนต์ดูสดใสเหมือนใหม่อยู่เสมอ

ไม่เพียงแต่ข้อดีเท่านั้น การเคลือบเซรามิกรถยนต์ก็ยังคงมีข้อเสียที่พบเจอได้อยู่บ้าง เช่น การป้องกันรอยขีดข่วนที่อาจจะไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ รวมถึงไม่ได้ป้องกันรอยจากเศษหินกระเด็นโดนตัวรถ หรือป้องกันการยุบตัวจากการชน นอกจากนี้ด้วยคุณภาพที่สูงของการเคลือบเซรามิก ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงตามไปด้วย

วิธีดูแลรถเคลือบเซรามิก

วิธีดูแลรถยนต์ที่เคลือบเซรามิกอย่างถูกวิธี

เมื่อตัดสินใจดูแลรักษาตัวรถยนต์ด้วยการเคลือบเซรามิกแล้ว ผู้ใช้งานเองก็ควรมีความเข้าใจถึงการดูแลรักษา เพื่อให้การเคลือบนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมีอายุการใช้งานได้ยาวนานตามที่คาดหวัง 

  • ควรให้ชั้นเคลือบเซรามิกเซตตัวให้ดีก่อนการล้างหรือโดนสารเคมี ซึ่งปกติจะใช้เวลา 7-14 วัน เพื่อให้เกิดการยึดติดที่ที่ดีที่สุดระหว่างชั้นเคลือบกับผิวจริงของรถยนต์ เป็นการเพิ่มความทนทานให้กับการเคลือบเซรามิกอีกด้วย แต่หากมีความจำเป็นต้องโดนน้ำหรือสารเคมี ให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลและบำรุงชั้นเคลือบเซรามิก รวมถึงปลอดภัยต่อสีรถยนต์ เนื่องจากน้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์เป็นกรดและด่างที่แตกต่างกัน หากใช้บ่อยๆ อาจจะเกิดความเสียหายที่ชั้นเคลือบเซรามิกได้ ซึ่งการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับบำรุงชั้นเคลือบเซรามิกก็จะเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานออกไปได้
  • ไม่ควรขัดสีรถ เนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์ขัดสีรถยนต์ จะทำให้ฟิล์มชั้นเคลือบเซรามิกบางลง
  • บำรุงรักษาด้วยการเติมน้ำยาบำรุงรักษาชั้นเคลือบบนชั้นรองหรือ Top coat เป็นอีกวิธีที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของการเคลือบเซรามิกเนื่องจาก Top Coat เป็นชั้นบนที่จะช่วยปกป้อง Base Coat หรือชั้นหลักของการเคลือบเซรามิกที่อยู่ติดกับตัวผิวรถยนต์จริง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการปกป้องโดยที่ยังสามารถรักษาชั้น Base Coat ได้อยู่ 

สรุป

สรุปเรื่องการเคลือบเซรามิก

จะเห็นได้ว่า การเคลือบเซรามิกรถยนต์ก็เป็นวิธีการดูแลรักษารถยนต์อีกวิธีหนึ่งที่คนรักรถสามารถเลือกใช้เพื่อปกป้องสีและความสวยงามภายนอกแก่รถของคุณได้ ถึงแม้อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อแลกกับความทนทานและอายุการใช้งานแล้ว คุณจะได้รถที่สวยเหมือนใหม่ ป้องกันสีซีดจาง และวางใจเรื่องรอยขีดข่วน รวมถึงคราบสกปรกฝังแน่นที่จะเกิดขึ้นกับรถคุณไปได้เลย

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบที่มีคุณภาพ หรือศูนย์บริการที่น่าไว้วางใจ เพื่อคุณภาพและผลลัพธ์ที่ดีในการปกป้องรถของคุณ

เคลือบเซรามิครถยนต์กันเรียบร้อยแล้ว

หากสนใจติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ปกป้องภายในรถจากรังสี UV ติดต่อเราสิครับ

 095-952-791702-003-3583 โลโกline  Line:@SolarFX

ไลน์ Solarfx line-icon solarfx

หลายคนยังสนใจ บทความน่ารู้เพิ่มเติม